logo

Friday 01st of August 2014

เมนูยอดฮิต

 

โรคและวิธีรักษาในการเลี้ยงและเพาะพันธ์กบ

 

 

โรคเท้าเปื่อย

 

     2013-03-09 09.11.02   2013-03-09 09.12.57

 

           โรคเท้าเปื่อย ส่วนมากพบในกบเล็ก และกบรุ่น องค์ประกอบที่จะทำให้อาการของโรครุนแรงมากหรือ น้อยคือสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรีย Aeromonas และระยะเวลาของการเป็นโรค โดยทั่วไปที่พบได้แก่การเกิดแผลเน่าเปื่อยที่เท้าหน้าและเท้าหลัง ถ้าอาการหนักอาจเสียชีวิตได้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคคือ สภาพบ่อสกปรกมาก...

           ดังนั้นจึงควรจัดการทำความสะอาดบ่อและฆ่าเชื้อโรคด้วยดางทับทิม รวมทั้งเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยๆควบคุมปริมาณอาหารให้พอเหมาะ และอย่าปล่อยกบลงเลี้ยงหนาแน่นเกินไป เมื่อกบเป็นโรค ควรใช้ยาปฏิชีวนะเช่น ออกซีเทตร้าไซคลีน ผสมอาหารให้กบกินในอัตรา 3-5 กรัม ต่อ อาหาร 1 กิโลกรัม ให้กินติดต่อกันจนกว่าอาการจะดีขึ้น หรือให้กินติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5-7 วัน

 

 


 

โรคขาแดง

 

 

2013-03-09 09.07.43

 

          โรคขาแดง  เป็นโรคที่รุนแรงต่อกบมาก พบในกบแทบทุกอายุ โรคนี้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากในการเลี้ยงกบอาการ เบื่ออาหาร ซึม เคลื่อนไหวช้ามาก เสียการทรงตัว ผิวหนังผิดปกติ เลือดออกตามตัวและมีแผลเกิดขึ้นตาม หัว ตา และที่ขาจะมีผื่นสีแดงบริเวณโคนขาหลัง เม็ดเลือดมีอาการของโลหิตจางเลือดแข็งตัวช้าและมีเลือดออกบริเวณอวัยวะภายใน

          สาเหตุของโรค การติดเชื้อ bact. A. hydrophila, Haemophilus piscium การรักษา เตรทตร้าไซคลิน 50-100 mg/น้ำหนักกบ 1 กิโลกรัม (ป้อน) อาจผสมอาหารหรือแช่ก็ได้(ปริมาณเพิ่มขึ้น)

 

การป้องกัน

1. การรักษาความสะอาด

2. ฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ และแยกออกจากกัน

3. น้ำ ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน 0.5-1 ppm.

 

 


 

โรคตาขุ่น

 

2013-03-09 09.05.50

 

        โรคตาขุ่น  สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ฟลาโวแบคทีเรียม เมนิงโกเซพติคุ่ม (Flavobacterium meningosepticum)อาการและรอยโรค ลักษณะตาขาว ขุ่น บอด เกิดการอักเสบที่ตา มีหนองในช่องหน้าตา มีอาการทางประสาทโดยกบจะนอนหงายท้องแสดงอาการควงสว่าน คอเอียง กบบางตัวจะบวมน้ำ พบน้ำคั่งใต้ผิวหนังและมีน้ำในช่องท้อง การรักษาทางวิชาการ การรักษาโรคนี้มักไม่ค่อยได้ผล

          โดยเฉพาะในตัวที่ป่วยหนัก ทำได้โดยลดความรุนแรงของโรค โดยแยกตัวป่วยออกและฆ่าเชื้อโรคในบ่อ หรือใช้ยาฆ่าเชื้อ เช่น ไอโอดีน เป็นต้น หรือ อาจใช้ด่างทับทิม 5-8 กรัม/น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร สาดให้ทั่วบ่อติดต่อกัน 3 วัน และผสมยาปฏิชีวนะ เช่น เอนโรฟ ล็อคซาซินกับอาหารเพื่อป้องกันการติดเชื้อในกบที่เหลือ นอกจากนี้แล้วจะต้อง แยกกบให้ปริมาณน้อยลงจากเดิม การรักษาที่แนะนำ ไม่ต้องรักษาให้เปลืองยาเพราะมักจะไม่หาย ต้องยอมขาดทุนบ้าง อย่าเสียดาย โดยให้นำกบทุกตัวในฟาร์มของท่านที่ติดโรคแล้วไปทำลายทิ้ง จากนั้นให้หยุดเลี้ยงเพื่อตากบ่อไว้สัก 1 เดือน แล้วจึงเริ่มต้นเลี้ยงใหม่อีกครั้งจึงจะช่วยได้ดี หรือส่งกบที่เป็นโรคไปตรวจเชื้อ ปรึกษาแพทย์เพื่อขอตัวยามารักษาตามอาการ ป้องกันการดื้อยา แบบนี้ดีที่สุดครับ โอกาสรักษาหายจะมีเพิ่มขึ้น การป้องกัน ไม่เลี้ยงกบหนาแน่นเกินไปมีการพักน้ำและฆ่าเชื้อโรคในน้ำ ก่อนนำมาใช้ด้วยคลอรีน เปลี่ยนถ่ายน้ำสม่ำเสมอ

 

 


 

โรคติดเชื้อ แบคทีเรีย

 

new picture 41  sdc11746

  

          โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะลูกอ๊อด  อาการ ลูกอ๊อดจะมีลำตัวด่าง คล้ายโรคตัวด่างในปลาดุก จากนั้นจะเริ่มพบอาการท้องบวมและตกเลือดตามครีบหรือระยางค์ต่างๆสาเหตุของโรค แบคทีเรียในกลุ่ม Flexibacteris

 

การรักษา

1. ใช้เกลือแกงแช่ในอัตรา 0.5% (5 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร) นาน 3-5 วัน

2. ใช้ยาออกซีเตตร้าซัยคลินแช่ในอัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันทุกวันนาน 3-5 วัน

 

การป้องกัน

1. อนุบาลลูกอ๊อดในความหนาแน่นที่เหมาะสม ตารางเมตรละ 1,000 ตัว

2. คัดขนาดทุกๆ 2-3 วันต่อครั้ง จนกระทั่งเป็นลูกกบแล้วอนุบาลให้ได้ขนาด 1-1.5 อัตราความหนา
    แน่นตารางเมตรละ 250 
ตัวจากนั้นจึงปล่อยลูกกบลงเลี้ยงในอัตราตารางเมตรละ 100 ตัว

3. ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำสม่ำเสมอ และรักษาความสะอาดของบ่ออนุบาล

 

โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะตัวเต็มวัย

         พบในกบขนาดเล็ก และกบขนาดใหญ่ อาการของโรคโดยทั่วไป มีลักษณะเป็นจุดแดงๆ ตามขาและผิวหนัง โดยเฉพาะด้านท้องจนถึงบริเวณปาก ลำตัวและขา สาเหตุของโรค คือมีสภาพบ่อสกปรกมาก

 

การรักษา

          เมื่อกบเป็นโรค ควรใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ออกซีเตตร้าซัยคลินผสมอาหารให้กบกินในอัตรา 3-5 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัมต่อวันกินติดต่อกันจนกว่าอาการจะดีขึ้น หรือให้กินไม่น้อยกว่าครั้งละ 5-7 วัน

 

 


 

โรคบวมน้ำ

 

 

pict0115

 

          โรคบวมน้ำ สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการ กบจะบวมน้ำ พบน้ำคั่งใต้ผิวหนังและมีน้ำในช่องท้องการรักษาทางวิชาการ การรักษาโรคนี้มักไม่ค่อยได้ผล โดยเฉพาะในตัวที่ป่วยหนัก ทำได้โดยลดความรุนแรงของโรคโดยแยกตัวป่วยออกและฆ่าเชื้อโรคในบ่อ หรือใช้ยาฆ่าเชื้อ เช่น ไอโอดีน เป็นต้น หรืออาจใช้ด่างทับทิม 5-8 กรัม/น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร สาดให้ทั่วบ่อติดต่อกัน 3 วัน และผสมยาปฏิชีวนะเช่น เอนโรฟ ล็อคซาซินกับอาหารเพื่อป้องกันการติดเชื้อในกบที่เหลือ นอกจากนี้แล้วจะต้องแยกกบให้ปริมาณน้อยลงจากเดิม

 

การป้องกัน

          ไม่เลี้ยงกบหนาแน่นเกินไป มีการพักน้ำและฆ่าเชื้อโรคในน้ำ ก่อนนำมาใช้ด้วยคลอรีน เปลี่ยนถ่ายน้ำสม่ำเสมอ

 

 


 

โรคท้องอืดท้องบวม

 

         โรคท้องอืดท้องบวม  สาเหตุสืบเนื่องมาจากอาการของโรคพยาธิภายในสำไส้  ทำให้การย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารผิดปกติ  การแพร่กระจายของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากพยาธิเซลล์เดียว  จะออกมากับสิ่งขับถ่ายของกบแล้วแพร่กระจายไปในน้ำพร้อมที่จะทำลายกับกบตัวอื่น ๆ  ต่อไป  กบที่ป่วยเป็นโรคนี้มีอาการท้องบวมในระยะแรกของการเกิดโรคกบยังกินอาหารอยู่  และความสนใจที่จะกินอาหารจะลดน้อยลง การเคลื่อนไหวก็ลดน้อยลง  ลักษณะเช่นนี้พบได้ในกบเล็กจนถึงกบใหญ่ลักษณะของสีผิวของกบป่วยจะไม่ต่างจากปกติ

 

การป้องกัน

          การรักษาทำได้โดยการผสมยาถ่ายพยาธิลงไปกับอาหารที่ใช้เลี้ยงกบ  ยาถ่ายพยาธิกบที่ใช้กันมีหลายชนิด  เช่น ยามีโทนิดาโซล  ใช้ในอัตรา  2 – 3 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัมให้กินนาน  2 – 3 วัน  ขณะเดียวกันก็ต้องทำความสะอาดบ่อและฆ่าเชื้อพยาธิที่อยู่ในน้ำด้วย  โดยใช้ฟอร์มาลีน  30 ซี.ซี. ต่อน้ำ  1 บ่อ  1,000 ลิตร

 

 


  

การป้องกันโรค 

 

          หมั่นถ่ายเทน้ำ น้ำที่เลี้ยงกบในบ่อจะมีสิ่งปฏิกูลอยู่ตลอดเวลา  ส่วนมากจะเป็นอุจจาระปัสสาวะเมือก กบและเซลล์ของกบที่หมดอายุแล้วจะลอกออกมาทุก ๆ 2 – 3 วัน   เพื่อการเจริญเติบโตของกบ  สิ่งหมักหมมต่าง ๆเหล่านี้จะเป็นแหล่งขยายพันธุ์เชื้อโรคนานาชนิด บางชนิดเมื่อเกิดกับกบแล้ว  ก่อให้เกิดบาดแผลเรื้อรัง  และ เท้าบวมโป่งคล้ายกับโรคเท้าช้างนอกจากนี้ แอมโมเนียในน้ำถ้ามีปริมาณสูงจะซึมผ่านผิวหนัง  เข้าไปสู่ระบบ หมุนเวียนของเลือดทำให้กบตายได้ดังนั้นการถ่ายเทน้ำบ่อย ๆ จะช่วยให้สุขภาพของกบดีขึ้น และสามารถเจริญ เติบโตได้อย่างรวดเร็ว

          หมั่นเก็บกวาดอาหารตกค้าง  อาหารที่ให้ในวันหนึ่ง ๆ จะเหลือเป็นประจำ  เมื่ออาหารเหลือติดอยู่บนที่ใส่อาหารดังกล่าวกบจะไม่กิน  ถึงแม้จะเอาอาหารใหม่มาให้ก็ตาม ถ้าหากไม่เก็บกวาดอาหารที่ตกค้างอยู่กบก็จะไม่กินอาหารใหม่แต่อย่างใด นอกจากนี้นิสัยการกินอาหารของกบก็ผิดแผกแตกต่าง ไปจากสัตว์อื่น ทั่ว ๆ ไปคือเมื่อกบงับอาหารได้ชิ้นหนึ่งแล้วจะกระโดดลงในน้ำเพื่อขยอกเข้าสู่กระเพาะ ในขณะที่กบกระโดดลงสู่น้ำนั้น  กบอาจไปโดนอาหารชิ้นอื่น ๆ ตกน้ำได้หรือบางครั้งกบอาจงับอาหารทีเดียวหลาย ๆ ชิ้น  อาหารชิ้นใดที่กบชั่วโมงไม่กระชับพอ  ก็อาจหล่นลงในน้ำได้  ดังนั้นชิ้นส่วนของอาหารอาจเหลือและตกค้างในบ่อเป็นจำนวนมาก  หากหมักหมมไว้นาน ๆ จะเกิดการเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็น  และกระทบกระเทือนต่อสภาพของกบ  การเก็บเศษเหลือของอาหารออกทิ้ง  จะช่วยให้น้ำในบ่อไม่เสียง่าย  และสามารถทุ่นค่าใช้จ่ายในด้านอื่น อีกด้วย

 

          หมั่นตรวจตราสภาพบ่อ  บ่อเลี้ยงกบที่มีอายุการใช้งานนานอาจจะชำรุดได้ ดังนั้นจึงควรตรวจตราอยู่เสมอ  เพราะจะทำให้กบที่เลี้ยงเล็ดรอดหนีออกมานอกบ่อได้  พื้นก้นบ่อก็เช่นเดียวกัน ถ้าบ่อเลี้ยงเป็นบ่อดินควรได้ตรวจตราซ่อมแซมส่วนที่แตกระแหง  หรือเป็นแอ่งมีน้ำขังอยู่จะทำให้กบลงไปอาศัยอยู่  จะไม่ค่อยออกมากินอาหาร  โดยเฉพาะตอนปลายฤดูฝน  ซึ่งเป็นต้นช่วงที่กบจำศีล  นอกจากนี้ในช่วงฤดูฝนก็ควรที่จะทำการตรวจสอบดูสภาพของบ่อบ่อย ๆ  เพื่อแก้ไขปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาขังในบ่อกบเป็นจำนวนมาก  และอาจทำให้น้ำท่วมที่ให้อาหาร  หรือท่วมพื้นบ่อในระดับสูง  ทำให้กบขาดพื้นที่ในการพักอาศัย

 

          คอยตรวจสุขภาพของกบ กบที่เลี้ยงอยู่ในคอก  ควรได้ ทำการตรวจสุขภาพอยู่เสมอ ถึงแม้จะได้พยายามแก้ไขปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา  แต่กบเป็นสัตว์ที่กินเนื้อและเคลื่อนไหวได้เป็นอาหารแม้กบ จะมีขนาดที่ไล่เลี่ยกันก็ไม่วายที่จะถูกกัดและงับเอาอวัยวะบางส่วนเช่น  ส่วนหัว  ส่วนขาหน้า  บางครั้งหนังของกบอาจฉีกขาดเกิดบาดแผลและหายเป็นปกติได้ยากมาก

 

          เมื่อเห็นกบตัวใดมีบาดแผล  และไม่ค่อยกินอาหารควรได้แยกและ นำไปรักษาให้หายก่อน  เพราะถ้าหากปล่อยเอาไว้ในบ่อเดียวกันก็ไม่วายที่จะถูกจับกินเป็นอาหาร  นอกจากนี้กบที่เลี้ยงในบ่อเดียวกันนอกจากจะโตไม่เท่ากันแล้วจะมีกบบางตัวที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์  ผอมแห้งแรงน้อย  ดังนั้นจึงควรได้รับการแยกไปดูแลเป็นพิเศษ  พยายามหาอาหารที่เคลื่อนไหวได้ให้กิน  ไม่ช้าสุขภาพของกบก็จะกลับคืนเป็นปกติ

 


 





Pramotefarm . ติดต่อ คุณปราโมทย์ 083-9574928 และ 089-6700688 คุณณิชาภา .